Categories
blog

สลายไขมันหน้าท้องด้วยบูลเบอรรี่

การมีรูปร่างที่ดีไม่มีไขมันส่วนเกินอยู่บนร่างกายเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างต้องการ เพราะรูปร่างที่ดีจะนำมาซึ่งความมั่นใจและโอกาสในชีวิต โดยเฉพาะไขมันที่อยู่หน้าท้องเป็นไขมันที่เกิดขึ้นได้ง่ายและขจัดออกไปได้ไม่ง่าย แต่ก็สามารถขจัดไขมันหน้าท้องออกไปได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นผักและผลไม้มากกว่าครึ่งหนึ่งของอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดีมีอยู่หลายชนิด หนึ่งในผลไม้ที่ช่วยสลายไขมันหน้าท้องอย่างได้ผล คือ บลูเบอร์รี่

บูลเบอรรี่ช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้อย่างไร

ผลบลูเบอร์รี่ (Blueberry) มีลักษณะเป็นลูกกลมขนาดเล็กมีสีน้ำเงินหรือสีน้ำเงินอมม่วง มีรสเปรี้ยวอมหวาน ในผลบลูเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมลูอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา เพิ่มการมองเห็นลดความเสี่ยงในการเกิดต้อได้ นอกจากที่บลูเบอร์รี่จะสามารถช่วยบำรุงสายตาแล้วยังสามรถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้ เนื่องจาก

1.พลังงานต่ำ

บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งสดและแปรรูปเป็นอาหาร เพราะบลูเบอร์รี่ 100 กรัมให้พลังงานต่ำเพียง 57 แคลอรี ดังนั้นการรับประทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำก็จะสามารถช่วยลดปริมาณพลังงานที่ได้รับต่อวันให้ลดลง เมื่อร่างกายได้รับพลังงานน้อยลงจากการปริโภคอาหารในปริมาณเท่าเดิม ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานที่น้อยกว่าความต้องการของร่างกายจึงไม่มีการสะสมของไขมันส่วนเกินบนร่างกาย และต้องทำการดึงไขมันที่สะสมอยู่ที่หน้าท้องมาใช้เป็นพลังงานอีกด้วย

2.เส้นใย (Fiber)

บลูเบอร์รี่จัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณเส้นใยอาหารสูง โดยบลูเบอร์รี่ 100 กรัมมีปริมาณเส้นใยสูงถึง 2.4 กรัม ดังนั้นเมื่อรับประทานบลูเบอร์รี่เข้าไป เส้นใยที่มีอยู่จะเข้าไปเพิ่มพื้นที่ของอาหารในกระเพาะอาหารให้เต็มไม่มีที่ว่าง ร่างกายจึงรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นแม้รับประทานอาหารน้อยลง และเส้นใยนี้ไม่สามารถย่อยได้ด้วยเอนไซม์ที่อยู่ในกระเพาะและลำไส้จึงทำให้ร่างกายอิ่มนานขึ้น ไม่มีความอยากอาหารระหว่างมื้อหลัก นอกจากนั้นเส้นใยยังสามารถทำการดูดซึมน้ำและน้ำตาลที่อยู่ในอาหารทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดลดลง

3.สารโพลีฟีนอล (Polyphenols)

บลูเบอร์รี่ยังมีสารอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถยับยั้งการทำงานของแคทิคอล-โอ-เมทิลทรานสเฟอเรส (catechol-O-methyl transferase) ที่มีหน้าที่ในการควบคุมการเผาพลาญของร่างกายด้วยการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ ดังนั้นเมื่อการทำงานของแคทิคอล-โอ-เมทิลทรานสเฟอเรสลดลง จะส่งผลให้ระบบการทำงานสร้างความร้อนให้กับร่างกายทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบการเผาพลาญไขมันที่บริเวณหน้าท้องเกิดมากขึ้น จึงช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้

4.ลดการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)

เมื่อเส้นใยทำการดูดซึมน้ำตาลที่อยู่ในอาหารทำให้ร่างกายมีการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดลดลง ร่างกายจึงมีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในกระแสเลือดให้กลายเป็นไขมันที่สะสมที่หน้าท้อง ดังนั้นเมื่อร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินน้อยลง และเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในกระแสเลือดน้อยลง ร่างกายจำเป็นต้องดึงไขมันหน้าท้องมาเปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ระบบบการเผาพลาญไขมันเกิดมากขึ้น

5.แมงกานีส (Manganese)

บลูเบอร์รี่มีองค์ประกอบของสารแมงกานิสในปริมาณที่สูง แมงกานีสเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซิน ( thyroxine) ที่มีคุณสมบัติควบคุมการทำงานของระบบเผาผลาญ ดังนั้นเมื่อร่างกายได้รับสารแมงกานีสจากบลูเบอร์รี่จะทำให้มีการสังเคราะห์ฮอร์โมนไทรอกซินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบการเผาพลาญไขมันหน้าท้องเกิดขึ้นอย่างได้ผล จึงสามารถลดปริมาณไขมันหน้าท้องให้ลดลง
จะเห็นว่าบลูเบอร์รี่ที่เป็นผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีน้ำเงินอมม่วง รสเปรี้ยวอมหวานที่นอกจากรสชาติที่แสนอร่อยเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนแล้ว แต่คุณประโยชน์ของบลูเบอร์รี่ทั้งการช่วยสลายไขมันหน้าท้องและเสริมสร้างภูมิต้านทานทำให้ร่างกายแข็งแรงนั้นไม่น้อยตามขนาดของผลเลย บลูเบอร์รี่จึงนับเป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่าอีกชนิดหนึ่งที่น่ารับประทาน การรับประทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำจึงช่วยสร้างรูปร่างที่ดีปราศจากไขมันหน้าท้องได้ วันนี้คุณรับประทานบลูเบอร์รี่แล้วหรือยัง

Categories
blog

แกว่งแขนลดพุงอย่างไรจึงลดได้เร็ว

มีช่วงหนึ่งที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส.ได้ออกมารณรงค์ให้ประชาชนหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งก็คือการแกว่งแขนลดพุงนั่นเองค่ะ การแกว่งแขนธรรมดาๆนี้มีประโยชน์มากกว่าที่หลายๆคนคิด สามารถทำได้ง่ายในทุกสถานที่ และเห็นผลเร็วกว่าท่ากายบริหารแบบอื่นๆ

การแกว่งแขนดีอย่างไร

การแกว่งแขวนเพื่อบริหารร่างกายนี้ เป็นหนึ่งในเทคนิคกายภาพบำบัดของการแพทย์แผนจีนที่สืบทอดต่อกันมายาวนานถึงหลายพันปี เพราะเป็นท่ากายบริหารที่ง่าย ทำได้ในทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส และให้ผลลัพท์ที่ดีภายในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์กายบริหารใดๆให้ยุ่งยาก นอกเหนือไปจากช่วยลดพุงได้แล้ว ยังช่วยลดอาการปวดเมื่อย ไม่สบายตัว อีกทั้งยังลดอาการเหน็บชาตามจุดต่างๆของร่างกายได้อย่างชะงัดนัก
ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะทำงานล่วงเวลาหรือนั่งติดกับที่เดิมเป็นเวลานานๆ เช้านั่งรถไปทำงานราวๆหนึ่งชั่วโมง เข้าออฟฟิศแล้วก็ยังนั่งทำงานต่ออีกราวๆ 8-11 ชั่วโมง อีกทั้งพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ตรงเวลา ส่งผลให้เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมและมีรูปร่างไม่พึงประสงค์ตามมา การแกว่งแขนจึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด หากทุกสำนักงานจัดช่วงเวลาให้พนักงานลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วยการยืนแกว่งแขนในช่วงบ่ายๆ สักวันละยี่สิบนาทีเป็นขั้นต่ำ ก็จะช่วยลดปัญหาด้านบุคลิกภาพและสุขภาพของพนักงานได้มาก อัตราการลาป่วยก็จะลดลงตามไปด้วย

ประโยชน์ของการแกว่งแขนในด้านการแพทย์

ตรงจุดใต้วงแขนหรือที่เราเรียกกันว่ารักแร้นั้น เป็นศูนย์รวมของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งต่อมน้ำเหลืองที่ว่านี้มีอิทธิพลเป้นอย่างมากต่อการทำงานของต่อมไธมัส ตับ ม้าม ต่อมทอนซิล และอีกหลายๆจุดที่สำคัญในร่างกายเรา ทั้งหมดนี้คืออวัยวะและระบบการทำงานต่างๆที่ฃ่วยทำหน้าที่ชำระล้าง สร้างและเพิ่มความแข็งแรงให้กับเม็ดเลือดขาว ขจัดสารพิษในร่างกาย คัดกรองสารปนเปื้อน สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคต่างๆ ไม่สามารถปั๊มเองได้เหมือนหลอดเลือด ซึ่งถ้าหากต่อมน้ำเหลืองไหลเวียนไปทำงานตามระบบต่างๆได้ไม่สะดวก อาการเจ็บป่วยของร่างกายเราก็จะเพิ่มมากขึ้น หายช้าลง หนักเข้าก็จะเกิดอาการบวมตามจุดต่างๆ มีเพียงการออกกำลังกายเท่านั้นที่จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองของคุณทำงานได้ดีขึ้น

แกว่งแขนลดพุงทำอย่างไร ?


1. ยืนตัวตรง แยกปลายเท้าออกให้เสมอหัวไหล่พอดี ไม่งอเข่า
2. ทิ้งลำแขนทั้งสองข้างแนบลำตัว ไม่เกร็ง หันฝ่ามือออกทางด้านหน้าลำตัว แบมือให้นิ้วชิดกัน ทำทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืนเกร็งจนเมื่อยไหล่
3. ผ่อนลมหายใจให้เป็นจังหวะ เกร็งหน้าท้องเล็กน้อย หดหน้าท้องให้ยุบเข้าหรือพองออกตามจังหวะลมหายใจ หลังเหยียดตรง หน้าเชิด คอตั้ง ไม่ก้มศรีษะ
4. ใช้ส้นเท้ายึดพื้นไว้ให้แน่น จิกเกร็งปลายเท้าเล็กน้อย ออกแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงยึดที่น่อง กะพอให้น่องตึงๆ เป็นอันใช้ได้
5. ยืดพุงเล็กน้อย พอให้บั้นท้ายเชิดขึ้น หดเกร็งกล้ามเนื้อที่ก้นให้แรงพอดีกับกล้ามเนื้อน่อง เพื่อประสิทธิภาพที่ดี และเห็นผลเร็วมากขึ้น
6. แกว่งแขนไปด้านหน้าราวๆ 60 องศา ด้านหลัง 30 องศา ไม่ต้องออกแรงมาก กะพอแค่เหวี่ยงนิดๆ ตามองตรงไปข้างหน้า ทำติดต่อกันขั้นต่ำวันหนึ่งราวๆ10นาที ไม่เกินหนึ่งเดือนก็น่าจะเห็นผลแล้ว

สิ่งที่จะเห็นได้ชัดหลังการออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน

เพียงคุณสละเวลาวันละ 10-20 นาทีต่อวัน หันมาออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนลดพุง คุณจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณที่ดีเหล่านี้
1. อันดับแรก คุณจะรู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของเลือดลม หายใจคล่องและเต็มปอดกว่าเดิม สดชื่นมากขึ้น มีความกระปรี้กระเปร่า รู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ
2. การขยับตัวของคุณจะคล่องขึ้นมาก จากเดิมที่เคยรู้สึกเหนื่อยง่าย เหมือนร่างกายมีน้ำหนักจนประคองตัวเดินยังลำบาก คุณจะเริ่มเข้าใจคำว่าเดินตัวปลิวได้อย่างชัดเจน ยิ่งเดินจะยิ่งรู้สึกดี ไม่ใช่คอยแต่จะทรุดตัวลงนั่งเหมือนช่วงก่อนออกกำลังกาย
3. การแกว่งแขนนอกจากจะมีผลต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลชัดเจนถึงสภาวะอารมณ์ได้อีกด้วย ทันทีที่ร่างกายคุณรู้สึกสดชื่นขึ้น จิตใจและอารมณ์ของคุณก็จะดีตามขึ้นไปด้วยเป็นลำดับ จากที่เคยโมโห หงุดหงิดง่าย ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะลดลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ
4. รูปร่างคุณจะดีขึ้นภายใน 1-2 เดือน หากคุณออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนติดต่อกันทุกวันอย่างมีวินัย กล้ามเนื้อหน้าท้องจะกระชับขึ้น พุงจะลดลงทีละนิดๆ ต้นแขนกระชับมีกล้ามเนื้อ และในสุภาพสตรี หน้าอกของคุณจะกระชับ อยู่ทรงสวยไม่หย่อนคล้อย และในบางรายอาจมีขนาดทรงเพิ่มขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว
5. การแกว่งแขนจะรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมได้ดีมากๆ เพราะท่ากายบริหารง่ายๆนี้จะช่วยบังคับให้คุณยืนตัวตรงโดยอัตโนมัติ คลายอาการปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ และบั้นเอวได้ โดยที่คุณไม่ต้องลำบากไปพึ่งหมอนวดแผนโบราณเลยด้วยซ้ำ
6. สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงได้ เนื่องจากการแกว่งแขนจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น การสูบฉีดเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เห็นไหมคะว่าการแกว่งแขนธรรมดาๆนี้ ให้ผลได้ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด ใครก็ตามที่กำลังหาวิธีลดพุงง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน และมีประสิทธิภาพสูง ลองหันมาออกกายบริหารด้วยการแกว่งแขนลดพุงดูนะคะ รับรองว่าง่ายมากๆและทำตามได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ

Categories
blog

ท่าลดพุงด้วยเก้าอี้ ง่าย และสนุก เห็นผลเร็ว

ทันทีที่เราอ้วนและเริ่มมีรูปร่างผิดปกติ ไม่ว่าจะเกิดจากการกิน การนอน หรือใช้ชีวิตผิดตารางเวลาก็ตาม ปัญหาคือเมื่ออ้วนแล้วมักจะลดลงได้ยาก โดยเฉพาะพุง ที่มักจะลดลงเป็นจุดสุดท้าย การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายก็เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขรูปร่างได้เช่นกัน แต่หลายๆท่านมักจะมองข้ามอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วภายในบ้าน หันไปพึ่งอุปกรณ์ตามฟิตเนส หรือลงทุนซื้อมาไว้ในบ้านเลยก็มี นานๆไป อุปกรณ์เหล่านั้นก็ถูกทิ้งร้างกลายเป็นราวแขวนผ้าไร้ประโยชน์ไปเลยก็มี
เก้าอี้ เป็นหนึ่งในอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านหรือในสำนักงาน ที่สามารถใช้แทนเครื่องออกกำลังกายลดพุงได้ โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องออกกำลังกายให้สิ้นเปลืองอีกต่อไป แถมยังช่วยให้ส่วนอื่นๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นต้นแขน สะโพก และหน้าอกกระชับขึ้นได้อีกด้วย วันนี้เราจึงได้รวบรวมท่าออกกำลังกายลดพุงด้วยเก้าอี้มาฝากกัน ทุกท่าที่เรารวบรวมมาสามารถทำตามได้ง่ายและประหยัดเวลาอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ซึ่งเราจะมีท่าอะไรมานำเสนอบ้างนั้น ลองมาดูกันค่ะ

รวมสารพัดท่าลดพุงด้วยเก้าอี้

1.ท่าแรก

จะมีอุปกรณ์เสริมเป็นขวดน้ำขนาด 1-1.5ลิตร ที่บรรจุน้ำไว้จนเต็ม หรือถ้าใครมีดัมพ์เบลก็ใช้ดัมพ์เบลเลยก็ได้ค่ะ
-นั่งตัวตรงบนเก้าอี้ แยกปลายเท้าเล็กน้อย กะระยะให้พอดีกับหัวไหล่
-ถือขวดน้ำหรือดัมพ์เบลทั้งสองข้าง เกร็งกล้ามเนื้อช่วงหน้าท้อง หายใจตามจังหวะปกติ
-ยกดัมพ์เบลหรือขวดน้ำขึ้นเหนือศรีษะ เกร็งหน้าท้องไว้ นับ 1-20 ค่อยๆลดอุปกรณ์ลง ทิ้งแขนแนบลำตัว ทำซ้ำอีก 15 นาที นับเป็น 1เซ็ต

2.ท่าที่สอง

-ยืนตัวตรงด้านหน้าเก้าอี้ แขนทั้งสองข้างเสมอลำตัว ปลายเท้าแยกออกกว้างเสมอหัวไหล่
-หันฝ่ามือทั้งสองข้างไปทางด้านหลัง ค่อยๆย่อตัวลง จนฝ่ามือแตะเบาะเก้าอี้ เกร็งหน้าท้องไปด้วยระหว่างย่อตัวลง พยายามอย่าให้ก้นแตะพื้น รักษาระดับให้ก้นตั้งฉากพอดีกับหัวเข่า ย่อค้างไว้ 15 วินาที
-ค่อยๆยืนขึ้น แล้วทำท่าเดิมต่อจนครบ30ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

3.ท่าที่สาม

-พัฒนาต่อจากท่าที่สอง แต่ให้เริ่มด้วยการย่อตัว ใช้ฝ่ามือแตะเบาะเลย ให้ก้นตั้งฉากพอดีกับเบาะเก้าอี้
-ค่อยๆย่อตัวลงอย่าให้ก้นแตะถึงพื้น และยกตัวกลับมาตั้งฉากระดับเดิมในทันที
-ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ 20นาที นับเป็น 1 เซ็ต

4.ท่าที่สี่

-ตะแคงลำตัวให้ลาดเอียงระหว่างพื้นห้องกับเบาะเก้าอี้ ใช้ศอกข้างหนึ่งค้ำเก้าอี้ไว้
-เกร็งหน้าท้องค้างไว้ นับ1-20 แล้วคลายออก
-เปลี่ยนฝั่งเป็นอีกด้าน ทำซ้ำเหมือนเดิม นับเป็น 1เซ็ต ทำสลับไปมาจนครบ 15 เซ็ตจึงพักได้

5.ท่าที่ห้า

-นั่งบนเก้าอี้ตามปกติ มือจับพนักข้างเก้าอี้ไว้
-ยกขาขึ้นเสมอขอบเบาะ เหยียดขาตรงไปด้านหน้า ทำท่าคล้ายถีบจักรยาน นับ 1-20 ลดขาลง
-ยกขาสูงขึ้นกว่าเดิม ทำท่าถีบจักรยานซ้ำอีกครั้ง นับจำนวนเท่ากัน ลดขาลง
-ทำสลับกันจนครบ 20 นาที นับเป็น 1 เซ็ต

6.ท่าที่หก

-ปูเสื่อโยคะ วางเก้าอี้ไว้ตรงปลายเท้า นอนหงายราบไปกับพื้น หันศรีษะไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเก้าอี้
-งอเข่าทั้งคู่ชิดเข้าหาลำตัว แล้วส่งปลายเท้าทั้งคู่ พุ่งตรงไปยังช่องบริเวณใต้เก้าอี้
-งอเข่ากลับเข้ากลางลำตัวอีกครั้ง พุ่งปลายเท้าตรงไปเหนือเบาะเก้าอี้ งอเข่ากลับเข้ากลางลำตัว
-ทำซ้ำอีก 30 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

7.ท่าที่เจ็ด

-ปูเสื่อโยคะอีกเช่นกัน วางเก้าอี้ตรงปลายเท้า นอนราบกับพื้นเสื่อ มือประสานไว้ที่ท้ายทอย
-ยกปลายเท้าพาดไว้กับเก้าอี้ ทำท่าคล้ายซิทอัพ ยกลำตัวขึ้นตั้งฉาก แล้วลงนอนราบ สลับกันไป
-ทำซ้ำจนครบ 20นาที นับเป็น 1เซ็ต

8.ท่าที่แปด

-นอนราบกับพื้น ยกขาทั้งคู่ขึ้นตั้งฉากกับลำตัว ค่อยๆลดปลายเท้าลงวางบนเบาะเก้าอี้
-วางแขนราบไปกับพื้น ยกกลางลำตัวขึ้นคล้ายท่าสะพานโค้งแล้วลดตัวลงจนก้นแตะพื้น
-ทำซ้ำอีกจนครบ 30ครั้ง นับเป็น1เซ็ต
ทั้งหมดนี้เป็นท่ากายบริหารด้วยเก้าอี้เพื่อลดพุงอย่างง่ายๆ แต่เรียกเหงื่อได้ดีนักแล รับรองว่าถ้าคุณทำตามทุกท่าอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานพุงกระทิน้อยๆของคุณก็จะแปรสภาพเป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่มีลอนสวยจนสาวๆหุ่นดีทั้งหลายในฟิตเนสต้องมองค้อนกันเลยทีเดียวค่ะ

Categories
blog

ไฟเบอร์สลายไขมันหน้าท้องได้อย่างไร

เส้นใย (Fiber) คือ เส้นใยเซลลูโลส (Cellulose) ตามธรรมชาติที่ประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำตาลที่มาเรียงต่อกันอย่างสลับซับซ้อน ไฟเบอร์จะได้จากพืชซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายและทำการดูดซึมไฟเบอร์ได้ ดังนั้นเมื่อรับประทานไฟเบอร์เข้าไปในร่างกายไฟเบอร์จะคงรูปอยู่เช่นเดียวจนกระทั่งร่างกายขับออกมาในรูปของเสีย ไฟเบอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ
1.ไฟเบอร์ชนิดที่สามารถละลายในน้ำได้ (Soluble dietary fiber) ไฟเบอร์ชนิดนี้ไม่ละลายน้ำแต่สามารถที่จะดูดซึมน้ำและน้ำตาลได้ ทำให้ไฟเบอร์พองตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ไม่มีความหนืดเกิดขึ้นกับไฟเบอร์ที่ดูดซึมน้ำเข้าไป
2.ไฟเบอร์ชนิดที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ (Insoluble fiber) ไฟเบอร์สามารถดูดซึมน้ำเข้าไปภายในและกลายมาอยู่ในรูปลักษณะคล้ายกับเจลที่มีความหนืดอยู่ในตัวเล็กน้อย

แล้วไฟเบอร์สามารถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้อย่างไร

1.ลดการดูดซึมสารอาหาร

ไฟเบอร์ที่เข้าสู่ร่างกายจะไม่สามารถถูกย่อยสลายและถูกดูดซึมได้ แต่ไฟเบอร์สามารถขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร เช่น ไขมัน น้ำตาล แป้ง คาร์โบไฮเดรตเข้าสู่ร่างกายได้ เนื่องจากไฟเบอร์เมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหารจะทำการดูดซึมน้ำและน้ำตาลที่อยู่กระเพาะอาหารเอาไว้บางส่วนเท่านั้น ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแป้งและน้ำตาลได้น้อยลง ซึ่งปริมาณที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปจะเพียงพอและพอดีกับความต้องการใช้งานของร่างกาย นอกจากนั้นไฟเบอร์ยังช่วยกระตุ้นการเคลื่อนที่ของอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีการเคลื่อนที่ผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ให้เร็วขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการดูดซึมสารอาหาร ไขมัน น้ำตาลของกระเพาะอาหารและลำไส้มีเวลาที่น้อยลง จึงดูดซึมสารอาหารไขมัน แป้งและน้ำตาลได้น้อยลงยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเข้าไปใหม่ในปริมาณที่น้อยลง แต่ในยามที่ร่างกายต้องการพลังงานมากกว่าที่ร่างกายทำการดูดซึมเข้าไป ร่างกายก็จะเข้าไปดึงไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายนอกออกมาใช้เปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกายแทน จึงทำให้ปริมาณไขมันที่มีอยู่ในร่างกายลดลงนั่นเอง

2.อิ่มนานขึ้น

เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสลายไฟเบอร์ได้ เมื่อไฟเบอร์เข้าสู่กระเพาะอาหาร ลำไส้ไฟเบอร์จะทำการดูดซึมน้ำและน้ำตาลที่อยู่ในกระเพาะอาหารบางส่วนไว้และจะคงตัวอยู่เช่นนั้นจนกว่าร่างกายจะทำการขับออกมา ทำให้พื้นในกระเพาะอาหารและลำไส้เต็มไปด้วยไฟเบอร์ที่รับประทานเข้าไป เมื่อพื้นที่ในกระเพาะอาหารเต็มร่างกายจะรู้สึกอิ่มไม่ต้องการอาหารเพิ่มเข้าไปอีก ร่างกายจึงได้รับอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมันได้น้อยลงกว่าเดิม ดังนั้นพลังงานที่ได้มีปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกายไม่มากเกินความจำเป็น จึงไม่มีการสะสมของไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะไขมันที่บริเวณหน้าท้อง และระยะเวลาที่ไฟเบอร์คงอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้จะยาวนานกว่าการย่อยสลายไขมัน แป้งและน้ำตาล ทำให้เมื่อรับประทานไฟเบอร์ไปแล้ว ร่างกายจะอิ่มนานขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

3.ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

ไฟเบอร์เมื่อเข้าสู่ลำไส้ใหญ่จะสามารถเป็นแหล่งพลังงานให้กับแบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ ช่วยรักษาสมดุลของลำไส้ใหญ่ทำให้ผนังลำไส้ใหญ่มีความแข็งแรง ส่งผลให้การทำงานในการเผาพลาญ (Metabolism) ของกลูโคสกับไขมันที่ลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพสูง จึงช่วยลดการสะสมของไขมันได้เป็นอย่างดี และไฟเบอร์ที่อุ้มน้ำไว้จะทำให้อุจจาระที่อยู่ในลำไส้มีความอ่อนตัวจึงทำให้สามารถขับถ่ายได้ง่าย ลดการดูดซึมและการสะสมไขมันกับน้ำตาลในลำไส้ใหญ่สู่ร่างกายได้
ไฟเบอร์เป็นเส้นใยที่ได้จากธรรมชาติจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่การที่ได้รับไฟเบอร์มากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเช่นเดียวกัน ดังนั้นการรับประทานไฟเบอร์ที่จะสามารถช่วยสลายไขมันหน้าท้องได้ผลดีควรรับประทานไฟเบอร์ประมาณวันละอย่างน้อย 25-40 กรัม หรือการรับประทานผัก ผลไม้อย่างน้อย 200 -300 กรัมต่อวันเป็นอย่างน้อยหรือรับประทานผักและผลไม้ครึ่งหนึ่งของอาหารที่รับประทานเข้าไปต่อวัน รับรองว่าเมื่อรับประทานไฟเบอร์อย่างต่อเนื่องทุกวันแล้ว ไขมันหน้าท้องจะมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไขมันหน้าท้องลดลง สุขภาพที่แข็งแรง รูปร่างที่สง่างามและความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงก็จะลดลงตามไปด้วย วันนี้คุณรับประทานไฟเบอร์แล้วหรือยัง25

Categories
blog

ท่าแอโรบิคเพื่อลดหน้าท้อง

การออกกำลังกายที่เป็นกิจกรรมกลุ่ม มีความพร้อมเพรียงและสนุกสนานเร้าใจ ก็ต้องเป็นการออกกำลังกายด้วยท่าแอโรบิค หรือการเต้นแอโรบิก (Aerobic Exercise) ซึ่งมีเสียงเพลงเป็นส่วนประกอบช่วยให้ทุกคนแสดงท่าออกกำลังกายได้อย่างพร้อมเพรียงกัน การเต้นแอโรบิคดีต่อสุขภาพอย่างไร และท่าแอโรบิคช่วยลดหน้าท้องได้หรือไม่ บทความนี้มีคำตอบ

การเต้นแอโรบิค คืออะไร

การเต้นแอโรบิก (Aerobic Exercise) หมายถึง การออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยท่าการบริหารที่นำมาประยุกต์เข้ากับจังหวะดนตรีเพื่อให้ผู้ออกกำลังกายรู้สึกสนุกเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง และจังหวะการเต้น ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวทุกส่วนแบบคาร์ดิโอ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบเผาผลาญทำให้รูปร่างกระชับ กล้ามเนื้อแข็งแรงและปราศจากไขมันส่วนเกิน ลักษณะสำคัญของการออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือต้องหายใจในขณะที่กำลังออกกำลังกายเพื่อนำเอาออกซิเจนไปเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

การเต้นแอโดรบิคลดหน้าท้อง ได้หรือไม่

แอโรบิค เป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง จุดประสงค์ของการออกกำลังกายก็เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สำหรับท่าทางของการเต้นแอโดรบิคที่นำมาประยุกต์ให้เข้ากับจังหวะเพลง เน้นความสนุกสนาน นิยมออกกำลังกายเป็นกลุ่มโดยมีผู้นำเต้น ทำให้เกิดความพร้อมเพรียงสวยงาม แต่ละท่าเต้นยังมีความยากง่าย เริ่มจากท่าเต้นในระดับเบื้องต้น ระดับกลาง และระดับชำนาญแล้ว การเต้นแอโดรบิค ปกติเป็นกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพเพื่อการลดน้ำหนัก การเต้นเพื่อลดหน้าท้องจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเป็นการบริหารร่างกายทุกส่วน ถือเป็นกิจกรรมกลุ่มที่กำลังเป็นที่นิยมของทุกเพศ ทุกวัย

การเต้นแอโรบิค ควรเตรียมความพร้อมอย่างไร

การเต้นแอโรบิค เป็นกิจกรรมที่ต้องมีความคล่องตัว การเตรียมตัวเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดหน้าท้องและลดหน้ำหนักส่วนเกิน ควรเตรียมความพร้อม ดังนี้
1.เลือกสวมเสื้อผ้าให้กระชับ พอดีตัว เนื้อผ้าเหมาะกับรูปแบบของกิจกรรมเพื่อความคล่องตัว
2.ควรสวมรองเท้าผ้าใบและสวมถุงเท้าทุกครั้ง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของเท้า
3.หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่มีความหนาจนเกินไป เพราะทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เมื่อมีเหงื่อก็จะทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดสิวและเกิดเชื้อราได้
4.ควรเตรียมผ้าชับเหงื่อ เช่นผ้าขนหนู หรือผ้าบัปซึ่งเป็นผ้าเอนกประสงค์ ไว้ซับเหงื่อหรือโพกศีรษะเพื่อป้องกันแสงแดด
5.งดรับประทานอาหารก่อนการเต้นแอโรบิค 1.30-2.00 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการจุก เสียด อาเจียน ที่อาจเกิดขึ้นขณะเต้นแอโรบิคได้
6.การเต้นแอโรบิก เป็นกิจกรรมที่ทำให้เสียเหงื่อมาก ควรเตรียมขวดน้ำไว้ดื่ม ช่วงหยุดพักหรือมีไว้แก้อาการกระหายน้ำ และยังป้องกันอาการร่างกายขาดน้ำ เพราะอาจทำให้ช็อกได้
7.สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวหรือมีโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน เบาหวาน หรือโรคอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและตรวจสอบความพร้อมของร่างกาย ก่อนเลือกรูปแบบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค

ท่าเต้นแอโรบิคเพื่อลดหน้าท้อง

การเต้นแอโรบิกมีการนำท่าทางการเต้นมาประยุกต์ให้เข้ากับเสียงเพลงได้หลายรูปแบบ ส่วนใหญเน้นจังหวะที่สนุกสนานและเป็นจังหวะที่ใช้ความเร็ว รุนแรง สำหรับคนที่สนใจการเต้นแอโรบิคเพื่อลดหน้าท้อง อาจเริ่มฝึกฝนจากท่าง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือออกกำลังกายเพียงลำพังที่บ้านได้ก่อน เมื่อเริ่มปรับตัวปรับร่างกายได้แล้ว ค่อยๆพัฒนาและเข้าร่วมเต้นกับกลุ่มที่มีกิจกรรมการเต้นแอโรบิคกันเป็นประจำ ท่าเต้นแอโรบิคที่เป็นพื้นฐานสำหรับการลดหน้าท้อง เริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
1.เลือกเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน และไม่รวดเร็วมากนัก
2.ยืนแยกขาทั้งสองข้าง ให้มีลักษณะพร้อมสำหรับการทรงตัว
3.เริ่มจังหวะแรกด้วยการวางมือทั้งสองข้างไว้ที่สะเอว แล้วเริ่มโยกตัวตามจังหวะเพลง โดยขยับปลายเท้าขึ้นลงพร้อมๆกับโยกตัวเล็กน้อยไปทางด้านซ้ายและด้านขวาสลับกัน นับ 1-15 หรือ 1-10
4.ต่อด้วยท่าที่สอง โยกตัวเหมือนเดิมแต่เริ่มเหวี่ยงแขนขวาไปทางซ้าย สลับกับการเหวี่ยงแขนซ้ายมาทางด้านขวา นับ 1.15 หรือ 1-20
5.ท่าที่สาม โยกตัวตามจังหวะเหมือนเดิม เปลี่ยนเป็นการเหวี่ยงแขนทั้งสองข้างพร้อมกันเริ่มจากด้านซ้ายสลับไปด้านขวาพร้อมกันทั้งสองข้าง นับ1.15 หรือ 1-20
6.ท่าที่สี่ โยกตัวอยู่กับที่ ตั้งแขนเป็นมุมฉาก เหวี่ยงแขนไปทางด้านหน้าและด้านหลังสลับกัน พร้อมกับโยกตัวตามเสียงเพลง นับ1.15 หรือ 1-20
7.ท่าที่ห้า โยกตัวอยู่กับที่เหมือนเดิม เปลี่ยนเป็นตั้งแขนทั้งสองข้างเป็นมุมฉาก เหวี่ยงเข้าจังหวะไปทางด้านซ้ายแล้วสลับมาด้านขวา พร้อมๆกับการโยกตัวตามเสียงเพลง แขนทั้งสองข้างต้องเหวี่ยงพร้อมกัน นับ1.15 หรือ 1-20
7.ท่าที่หก โยกตัวอยู่กับที่เหมือนเดิม เปลี่ยนเป็นเหยียดแขนตรงขนานไปกับลำตัว โยกตัวตามเสียงเพลง โยกหัวไหล่ดึงแขนขึ้นลงสลับกันซ้ายขวา ขณะที่แขนเหยียดตรงนับ1.15 หรือ 1-20
8.ท่าที่เจ็ด เด้งตัวแตะขาไปด้านหน้าวางสันเท้าแตะพื้นทำสลับกันซ้ายขวา พร้อมๆกับย่อตัวลงเล็กน้อย นับ1.15 หรือ 1-20
9.ท่าที่แปด โยกตัวก้าวเท้าไปทางด้านข้างเตะเท้าชนกันแล้วสลับมาอีกด้าน ทำสลับกันซ้ายขวา พยายามโยกตัวตามจังหวะเพลง นับ นับ1.15 หรือ 1-20
10.ท่าที่เก้า ยืนแยกเท้าในท่าเดิม แขนตั้งฉากแนบลำตัว เหวี่ยงเอวไปทางด้านซ้ายสลับด้านขวา เหวียงแขนสลับกัน โยกเอวไปทางด้านซ้ายให้เหวี่ยงแขนไปทางด้านขวา ทำเร็วๆตามจังหวะเพลง นับ1.15 หรือ 1-20
11.ท่าที่สิบ ยืนแยกขาในท่าเดิม เปลี่ยนจากการเหวี่ยงเอวเป็นเกร็งหน้าท้อง แขนทั้งสองข้างตั้งฉากด้านหน้า โยกตัวตามเสียงเพลงเคลื่อนแขนที่ตั้งฉากมาชนกันแล้วดึงออก ให้เข้าจังหวะกับเสียงเพลง
ท่าเต้นแอโรบิกทั้ง 10 ท่าเป็นพื้นฐานการเต้นที่ช่วยให้คนต้องการลดความอ้วนหรือลดหน้าท้อง ได้เตรียมพร้อมร่างกาย เรียนรู้จัหวะการสปริงตัวและขยับส้นเท้า เมื่อเกิดความเคยชินร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องก็จะสามารถร่วมเต้นออกกำลังกายร่วมกับกลุ่มได้อย่างสนุกสนานและคล่องแคล่ว ช่วยให้การลดหน้าท้องเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว